วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

ตำนานโหราศาสตร์ไทย

ตำนานโหราศาสตร์ไทย
ผลกรรมของมนุษย์ตามหลักพุทธศาสนา ตามที่แสดงไว้ในกัมมวิภังคสูตร ได้แสดงผลกรรมไว้ ๑๔ ประการคือ บางคนอายุยืน บางคนอายุสั้น บางคนมีโรคน้อย บางคนมีโรคมาก บางคนมีผิวพรรณดีบางคนมีผิวพรรณทราม บางคนมีศักดามาก บางคนมีศักดาน้อย บางคนมีทรัพย์สมบัติมาก บางคนมีทรัพย์สมบัติน้อย บางคนมีตระกูลสูง บางคนมีตระกูลต่ำ บางคนมีปัญญามาก บางคนมีปัญญาน้อย
โหราศาสตร์จะเป็นเครื่องบอกผลกรรม ๑๔ ประการ และความเป็นไปของมนุษย์ในห้วงระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดี แสดงเหตุและผลของดวงดาว ทำให้สามารถทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าของวิถีทางของมนุษย์ และเหตุการณ์ของโลกทั่ว ๆ ไป
วิชาโหราศาสตร์ เป็นวิชาที่เก่าแก่เชื่อว่าเกิดในทวีปเอเซียก่อนแล้วจึงแพร่หลายไปยังแหล่งอื่น ในคัมภีร์พระเวทของพราหมณ์ ซึ่งมีอายุก่อนพุทธศาสนาก็มีคำสดุดีดาวพระเคราะห์อยู่ด้วย สำหรับวิชาโหราศาสตร์ของไทยตามหลักฐานที่มีอยู่ แสดงว่าได้รับสืบทอดมาจากอินเดีย เมืองไทยเราตั้งอาณาจักรสุโขทัยก็ได้มีตำแหน่งพระมหาราชครู ซึ่งเป็นพราหมณาจารย์ และตั้งให้เป็นปุโรหิตประจำราชสำนักสืบต่อมาในสมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ ก็ยังคงมีพราหมณาจารย์ดำรงตำแหน่งพระมหาราชครู
ในทางพระพุทธศาสนา สมเด็จพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีพุทธานุญาตให้ พระภิกษุสงฆ์เรียนรู้วิชาโหราศาสตร์ในเรื่องฤกษ์ยาม เพื่อจะได้รู้เวลาทำอุโบสถสังฆกรรม อันเป็นกิจในพระพุทธศาสนา จึงได้มีชื่อ วัน เดือน ปี และฤกษ์แสดงไว้ท้ายบอกวัตรพระเป็นประเพณีสืบต่อมา ที่มาของเรื่องนี้มีอยู่ว่า สมัยหนึ่ง พระภิกษุทั้งหลายไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในอรัญญิกเสนาสนะได้มีหมู่โจรมาถามว่า วันนี้พระจันทร์กอร์ปด้วยนักขัตฤกษ์อะไร พระภิกษุตอบว่าไม่รู้ พวกโจรจึงว่า ชนเหล่านี้มิใช่สมณะจึงไม่รู้นักขัตตบาท คงจะเป็นพวกโจรมาซุ่มซ่อนอยู่ ว่าแล้วโจรเหล่านั้นก็เข้าทำร้าย พระภิกษุเหล่านั้นแล้วหลีกไป เมื่อความเรื่องนี้ทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์จึงทรงมี พระพุทธฎีกาตรัสให้ประชุมพระภิกษุสงฆ์ แล้วจึงตรัสอนุญาต ให้ภิกษุที่ไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่าพึงเรียนรู้นักขัตฤกษ์ สำหรับอรัญญิกวัตร เพื่อรักษาตนให้พ้นอันตรายจากโจร
วิชาหมอดู จัดว่าเป็นบันไดขั้นต้นของวิชาโหราศาสตร์ ทั้งสองวิชาต่างก็ใช้ดวงดาวนพเคราะห์เป็นเครื่องวินิจฉัย หลักวิชาที่หมอดูใช้ได้แก่ ตำราเลข ๗ ตัว โดยอาศัย วัน เดือน ปี และยามเวลาเกิด โดยเทียบเข้ากับหลักการของดาวเคราะห์เป็นมูลฐานในการทำนาย ส่วนวิชาโหราศาสตร์มีการกำหนดท้องฟ้าเป็นจักรราศี โดยแบ่งออกเป็น ๑๒ ราศี แบ่งออกเป็น ๒๗ นักษัตร ๓๖ ตรียางค์ และ ๑๐๘ นวางค์ นอกจากนั้นยังมีตำรามหาทักษาพยากรณ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่ง หลักตำราโหรโบราณแทบทุกคัมภีร์ มักจะนำเอาหลักเกณฑ์ในมหาทักษาพยากรณ์ ไประคนกับหลักเกณฑ์ในวิชาโหราศาสตร์ ในวิชาโหราศาสตร์แบ่งจักรราศีออกเป็น ๑๒ ราศี แล้วจัดดาวพระเคราะห์เข้าครองประจำทุกราศี ที่เรียกว่า เกษตร และจัดให้ธาตุทั้งสี่ คือ ไฟ ดิน ลม น้ำ เข้าครองประจำทุกราศี กำหนดให้ดาวพระเคราะห์เกษตร์ประจำราศี เข้าครองธาตุตามลักษณะธาตุที่ประจำราศีนั้น และทุกราศีก็กำหนดให้เป็นทิศต่าง ๆ ในวิชาหมอดู มีการแบ่งท้องฟ้าออกเป็น ภูมิอัฐจักรพยากรณ์ มีดาวพระเคราะห์ ธาตุและทิศเข้า
ครองเหมือนหลักเกณฑ์ในวิชาโหราศาสตร์

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

ความแตกต่างระหว่างโหรกับหมอดู

                                         ความแตกต่างระหว่างโหรกับหมอดู                   
ทุกวันนี้สังคมค่อนข้างจะสับสนกับคำว่า "หมอดู" กับ "โหร" ต่างกันอย่างไร สื่อมักจะไม่เข้าใจว่าใครคือโหร ใครคือหมอดู แล้วแต่อารมณ์ที่จะเรียกใช้ บางท่านก็คิดว่า "โหร" เป็นคำยกย่อง หมอดูคือผู้ทำนายชะตาชีวิตธรรมดา ความจริงหมอดูกับโหรนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง
  โหร คือผู้เรียนวิชาโหราศาสตร์ เรียนรู้การโคจรของดาวบนท้องฟ้า เรียกว่าดาราศาสตร์ สามารถคำนวณดาวต่างๆ ที่โคจรในแต่ละราศี กี่องศา กี่ลิปดา รู้เรื่องอธิกมาส-อธิกวาร ในรอบ 1 ปี มีดวงอาทิตย์โคจรปัดเหนือ ปัดใต้ ทำให้เกิดฤดูกาลต่างๆ ซึ่งเป็นอุตุศาสตร์ ต้องเรียนรู้ดาวฤกษ์ 27 กลุ่ม ต้องเรียนรู้ฤกษ์ยาม หาวัน -ยาม-ฤกษ์-ราศี-ดิถี- ตามกาลโยคประจำปี ให้รู้วันดี ธงชัย อธิบดี อุบาทว์ โลกาวินาศ ต้องรู้เรื่องฤกษ์ผานาที สามารถให้ฤกษ์ปฏิวัติ ฤกษ์แต่งงาน ฤกษ์ปฏิสนธิให้ได้บุตรเป็นหญิงหรือชาย ต้องเรียนรู้ตำราพิชัยสงคราม จิตศาสตร์ แพทยศาสตร์ ล้วนอยู่ในตำราวิชาโหราศาสตร์ฉะนั้นผู้ที่จะเป็น "โหร" ยังต้องเรียนรู้อีกมาก ทั้งภูมิศาสตร์ เคหศาสตร์ นรลักษณ์ศาสตร์ ทำให้รู้ถึงอำนาจอิทธิพลของดวงดาวที่มีอิทธิพลต่อโลกมนุษย์ โหรจะเป็นผู้รู้กาลเวลาที่จะเกิดเหตุร้ายแก่สรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลฟ้าครอบ รวมทั้งเหตุเภทภัยที่จะเกิดขึ้นทั้งภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ ที่เกิดโดยอิทธิพลดาวและสิ่งที่มนุษย์เป็นผู้กระทำ ฯลฯ
   หมอดู คือบุคคลที่ทำมาหากินกับการทำนายชะตาชีวิต ดูโชคดี โชคร้าย ให้กับคนที่มีทุกข์ เหมือนจิตแพทย์ แต่ใช้การรักษาจิต ด้วยการสะเดาะเคราะห์ รดน้ำมนต์ ปล่อยนกปล่อยปลา แล้วแต่หมอดูจะกำหนด ส่วนใหญ่จะใช้ตำราเลข 7 ตัว เลข 12 ตัว พรหมชาติ ไพ่ป๊อก ลายมือ เสี่ยงทาย เข้าทรง ฯลฯ หมอดูจึงรู้เฉพาะเรื่องปัญหาชะตาชีวิตคน จึงต่างกับโหรที่จะต้องรู้ชะตาบ้านชะตาเมือง จะต้องใช้ศาสตร์ต่างๆ มากมายมาเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์พิจารณา ในสมัยโบราณนักโหราศาสตร์มียศถาบรรดาศักดิ์ถึงขั้นเจ้าพระยาโหราธิบดีวิชาโหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งมาก ต้องพยายามศึกษาจริงๆ เนื่องจากเป็นวิชาที่ยากหาผู้รู้จริงถ่ายทอดยาก ต้องอาศัยฝึกฝนด้วยตนเองและสืบเสาะหาตำราอย่างตั้งใจจริงจึงจะพออ่านดวงชะตาออก ซ้ำผู้รู้จริงก็ไม่ยอมเปิดเผยเคล็ดลับบอกกล่าวกันโดยตรง เป็นเหตุให้ผู้เรียนท้อถอยการเรียนรู้วิชาโหราศาสตร์เหมือนเป็นแว่นส่องทางเดินของชีวิต เหมือนเดินทางในที่มืดเวลากลางคืน วิชาโหราศาสตร์ก็เหมือนไฟฉายส่องทางเดินฉะนั้นจึงพอจะแบ่งได้ว่า "โหร" กับ "หมอดู" นั้นต่างกัน โหราศาสตร์เขาใช้สำหรับคนชั้นสูง ส่วนวิชาหมอดูเขาใช้กับคนชั้นกลางลงไป เพราะวิชาที่หมอดูใช้อยู่ทั่วไปคือ เลข 7 ตัว ไพ่ยิปซี เสี่ยงทาย ลายมือ เข้าทรง นั่งทางใน อ้างว่าใช้สมาธิ ซึ่งข้อมูลในการพิจารณาใช้การเดาลูกเดียวคนที่จะเรียนโหราศาสตร์เพื่อเป็นโหรจะต้องรู้หลักธรรมะ พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า บุคคลใดสร้างกรรมไว้มากมาย กรรมนั้นย่อมสนองผลได้ เหมือนคนดวงดีแต่ไปอาศัยอยู่ในหมู่กลุ่มคนไม่ดี ในสถานที่นั้นมีแต่คนทำกรรมชั่ว ดาวดีก็ไม่สามารถเปล่งแสงส่งผลดีให้กับชีวิต เหมือนถูกความมืดมนบดบัง เช่นเดียวกับเมฆหมอกปกคลุมดวงจันทร์และดวงอาทิตย์การศึกษาโหราศาสตร์ให้รู้แจ้งเห็นจริงนั้น สามารถเรียนได้เท่าเทียมกันทุกคน ไม่จำเป็นต้องมีพรสวรรค์หรือมีบุคลิกลักษณะดีแต่ประการใด สิ่งที่จำเป็นก็คือ
1.ผู้ที่ศึกษาต้องทราบความเป็นมาของโหราศาสตร์ อย่ายึดติดกับตำราเก่าๆ ที่ไม่พัฒนา
2.อย่าลอกคำพยากรณ์เป็นดุ้นๆ ตามคำกลอนในตำรา จะไม่เหมาะกับกาลสมัย
3.พูดง่ายๆ ตามรหัสของดวงดาว
4.ทำความเข้าใจทุกแง่มุม
5.ให้สังเกตธรรมชาติในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศ และอาศัยโหราศาสตร์กับภูมิศาสตร์มาผสมในการพยากรณ์
6.ให้สังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกลุ่มชนทั่วไปเพื่อเป็นข้อมูลในการพยากรณ์
7.ให้สังเกตสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม ทั้งทั่วไปและรายบุคคล แบบองค์รวมนำมาประกอบในการพยากรณ์
8.ให้เอาคำพยากรณ์ที่ผ่านมาซึ่งมีความถูกต้องมาเป็นบรรทัดฐานในการวิเคราะห์พยากรณ์
9.ให้เก็บบันทึกเป็นหลักฐานสามารถอ้างอิงได้

มาตรฐานดาวพระเคราะห์



มาตรฐานดาวพระเคราะห์
เกษตรและปรเกษตร
เกษตร คือ ดาวที่ครองราศีต่าง ๆ ทั้ง ๑๒ ราศี โดยกำหนดอาทิตย์เป็นเกษตร์ในราศีสิงห์ และจันทร์เป็นเกษตรในราศีกรกฏ จากนั้นก็จัดดาวเข้าครองเป็นเกษตรโดยกำหนดตามระยะที่ดาวนั้นอยู่ใกล้ไกลโลก เรียงไปตามลำดับคือ พุธ ศุกร์ อังคาร พฤหัสบดี และเสาร์ โดยจัดให้พุธครองราศีกันย์ ศุกร์ครองราศีตุลย์ อังคารครองราศีพิจิก พฤหัสบดีครองราศีธนู และเสาร์ครองราศีมังกร จากนั้นก็เรียงถอยหลังต่อไปจนถึงราศีกรกฏคือ เสาร์อยู่กุมย์ พฤหัสบดีอยู่มิน อังคารอยู่เมษ ศุกร์อยู่พฤกษภ และพุธอยู่เมถุน อาทิตย์ และจันทร์เป็นเกษตรครองเรือนประจำดวงละราศี พระเคราะห์นอกนั้นเป็นเกษตรครองเรือนประจำดวงละ ๒ ราศี เว้นแต่ราหูและเกตุ ไม่ได้เป็นเกษตรครองเรือนใด แต่อาศัยให้ราหูครองราศีกุมภ์ร่วมกับเสาร์

ในจักรราศีแบ่งออกเป็นสองซีก คือ ระหว่างราศีกรกฏ กับราศีสิงห์ และระหว่างราศีมังกร กับราศีกุมภ์
ดวงชาตาใดที่มีดาวพระเคราะห์อยู่ในตำแหน่งเกษตร ถือว่าเป็นดวงชาตาดี มั่นคงมีหลักฐาน มีความประพฤติดี มีคำทำนายผลของดาวพระเคราะห์เป็นเกษตรดังนี้
อาทิตย์ เป็นเกษตรจะชนะศัตรู มีทรัพย์สมบัติเป็นหลักฐานมีรูปโฉมงาม
จันทร์เป็นเกษตร จะเป็นที่รักใคร่ของขุนนาง ท้าวพระยา คนทั้งหลายจะนับถือบูชา มีทรัพย์สิน และลาภมาก
อังคารเป็นเกษตร มีวิชาความรู้มาก จะได้เป็นขุนนางมีชื่อเสียงโด่งดัง และจะบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน
พุธเป็นเกษตร จะได้เป็นนักปราชญ์ผู้ใหญ่ในแผ่นดิน บริบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน อุดมกว่าญาติ
พฤหัสบดีเป็นเกษตร จะได้เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต มีลาภมีทรัพย์อุดมกว่าคนทั้งหลาย ประพฤติตัวตั้งมั่นอยู่ด้วยคุณงามความดี
ศุกร์เป็นเกษตร มีทรัพย์สมบัติบริบูรณ์ด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค มีลักษณะดี เจรจาบัณฑูรดูงามในท่ามกลางบริษัท เป็นสง่าแก่คนทั้งหลาย
เสาร์ราหู เป็นเกษตร มีข้าหญิงชายและทรัพย์มาก จะได้ลาภเป็นอันดี เพราะศักดิ์กล้าหาญ แต่เป็นคนตระหนี่ทรัพย์ ไม่ทำบุญสุนทาน และจะมีผมบาง
ถ้าผู้ใดมีเกษตร ๑ ตัว จะมีข้าทาษชายหญิง มีเกษตร ๒ ตัว จะมีทรัพย์เงินทองเจ้าของ ข้าวเปลือก ข้าวสารมาก มีเกษตร ๓ ตัว จะมีวัวควายช้างม้าข้าคนมาก มีเกษตร ๔ ตัว จะมีภรรยามาก มีเกษตร ๕ ตัว จะเป็นนักปราชญ์โหราธิบดีผู้ใหญ่ มีเกษตร ๖ ตัว จะเป็นพระอรหันต์ มีเกษตร๗ ตัว จะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า มีเกษตร ๘ ตัว จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับดาวพระเคราะห์ที่จะได้ตำแหน่งเกษตรครบทั้ง ๘ ตัวนี้เป็นไปได้จากตำรับ ขับพระเคราะห์เข้าเกษตร
ประเกษตร คือ ดาวพระเคราะห์ที่เป็นข้าศึกตรงข้ามกับเกษตร เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ประ จะอยู่ในราศีตรงข้ามกับเกษตร ถือว่าไม่ดี มีกำลังอ่อนให้ผลตรงข้ามกับเกษตร ขาดความสามารถ ไม่เอาการเอางาน อาภัพ เช่น อังคาร อยู่ในราศีเมษเป็นเกษตร เปลี่ยนมาอยู่ราศีตรงข้ามคือราศีตุลย์ เป็นประมีคำทำนายผลของดาวพระเคราะห์ที่เป็นประจำดังนี้
อาทิตย์เป็นประ.........ดีชั่วปนกันมักอาภัพ
จันทร์เป็นประ...........รูปไม่งาม
อังคารเป็นประ..........อาภัพพี่น้องและมิตร
พุธเป็นประ...............อาภัพบุตรภรรยา ถึงมีก็หาดีไม่ได้
พฤหัสบดีเป็นประ.......อาภัพครูบาอาจารย์
ศุกร์เป็นประ..............หูตามักพิการ
เสาร์เป็นประ.............ใจบาปหยาบช้า กล้าหาญ
ราหูเป็นประ..............นัยตาจะเอียง เป็นคนหยาบช้ากล้าแข็ง
เมื่อพิจารณาการจัดดาวพระเคราะห์เป็นเกษตรประจำทั้ง ๑๒ ราศี จะเห็นว่าเมื่อเอาตัวเลขประจำดาวพระเคราะห์ทั้งสองดวงมารวมกันแล้วจะได้จำนวน ๙ เช่น พฤหัสบดี (๕) เกษตรราศีธนู อยู่ตรงข้ามกับพุธ (๔) เกษตรในราศีเมถุน ดังนั้นถ้าดาวพระเคราะห์ทั้งสองอยู่สับเรือนกัน เมื่อรวมตัวเลขแล้วก็ยังคงได้จำนวน ๙ เท่าเดิม จึงอนุโลมให้พระเคราะห์สับเรือนเป็นเกษตรได้ด้วย อีกประการหนึ่งพระเคราะห์ที่แลกเรือนกันแล้วเป็นเกษตร เช่น อังคารเป็นเกษตรในราศีเมษ แต่ไปอยู่ราศีพฤกษภ ศุกร์เป็นเกษตรในราศีพฤกษภไปอยู่ราศีเมษ ก็ให้นับว่าดาวพระเคราะห์ทั้งสองดวงนี้ได้รับตำแหน่งเกษตรด้วย
อุจจ์และนิจ
อุจจ์ มีความหมายว่าสูง ดังนั้นดวงชาตาใดมีดาวพระเคราะห์ที่สถิตในราศีอันเป็นตำแหน่งอุจจ์ของดวงดาวนั้น จัดว่าดวงชาตานั้นประเสริฐยิ่ง ให้คุณมากกว่าดาวพระเคราะห์ที่เป็นเกษตร และให้คุณผาดโผนกว่าปกติธรรมดา มีคำทำนายดาวพระเคราะห์ที่ได้ตำแหน่งอุจจ์ไว้ดังนี้
อาทิตย์ เป็นอุจจ์ มีสมบัติมาก มีปัญญาอุดมกว่าญาติทั้งปวง มีความสุขมาก
จันทร์ เป็นอุจจ์ มีความสุขมีหิรัญสุวรรณสารเป็นอันมาก จะไปในที่ใด ย่อมมีสง่างามในท่ามกลางบริษัทชนทั้งหลายจะบูชา จะได้เป็นเสนาบดีมีชื่อเสียง
อังคาร เป็นอุจจ์ มีโภคสมบัติ และบริวาร ช้าง ม้า โค กระบือมาก จะมีบุตรยากมาก จะไปในทิศทางต่าง ๆ ย่อมมีลาภทุกเมื่อ
พุธ เป็นอุจจ์ มีความเจริญด้วยความสุข ได้ทรัพย์สินเงินทอง แก้วแหวน และชนะข้าศึกทั้งปวง
พฤหัสบดี เป็นอุจจ์ มีทรัพย์มียวดยานพาหนะ ช้าง ม้า และธัญญาหารมาก มีปัญญาแกล้วกล้ายิ่งนัก
ศุกร์ เป็นอุจจ์ ได้เป็นอำมาตย์ มีรูปอันงามอุดม เป็นที่รักแก่มหาชนทั่วไป
เสาร์ เป็นอุจจ์ มีปัญญามีพลพาหนะ และความเพียรมาก แต่จะดุร้ายไม่ละอายบาป จะมีโรคน้อย ทุกข์โทษภัยไม่มี
ราหู เป็นอุจจ์ มีโภคทรัพย์ มีความโกรธน้อย มีจิตเป็นกุศลมาก จะไปในที่ใด ๆ ย่อมไปด้วยยานพาหนะ มีช้าง ม้าต่าง ๆ ทุกข์โทษภัยไม่มี
ดวงชาตาใดมีอุจจ์หลายตัว ท่านว่าเป็นคนเข้มแข็ง ใจคอแข็งแกร่งไม่ยอมลงใครง่าย ๆ ไม่เกรงกลัวต่อภัยอันตรายต่าง ๆ มุ่งแต่ความมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้ ท่านสรรเสริญว่าดวงชาตาที่มีพระเคราะห์ ได้
ตำแหน่งอุจจ์ว่าเป็นดวงดี มีความสมบุรณ์พูนสุขกว่าตระกูล มีคำทำนายดวงชาตาที่ได้ตำแหน่งอุจจ์หลายตัวไว้ดังนี้
ดวงชาตาใดได้อุจจ์ ๑ ตัว จะตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิประพฤติการกุศล ได้อุจจ์ ๒ ตัว จะเป็นปราชญ์ รู้อรรถธรรมมาก ได้อุจจ์ ๓ ตัว จะได้เป็นอำมาตย์ ได้อุจจ์ ๔ ตัว จะได้เป็นกษัตริย์ ได้อุจจ์ ๕ ตัว จะได้เป็นจักรพรรดิราช ได้อุจจ์ ๖ ตัว จะได้เป็นพระอรหันต์ ได้อุจจ์ ๗ ตัว จะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้อุจจ์ ๘ ตัว จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับดาวพระเคราะห์ที่จะได้ตำแหน่งอุจจ์ทั้ง ๘ ตัวนั้น จะเป็นได้ก็แต่ในตำราขับพระเคราะห์เข้าอุจจ์ โดยธรรมดาแล้วจะเป็นไปไม่ได้

นิจ แปลว่าต่ำ ดาวพระเคราะห์ที่เป็นนิจจะส่งผลกดดวงชาตาให้ต่ำลง ไม่มีกำลังให้คุณแก่ดวงชาตา ทำให้ถอยวาสนา เป็นคนอาภัพ ดาวพระเคราะห์ที่อยู่ในราศีเปลี่ยนเรือนกับอุจจ์ จัดเป็นดาวพระเคราะห์คู่ศัตรู เรียกว่านิจ ส่งผลให้ดุจดังปรเกษตรเป็นศัตรูกับเกษตร เช่นอาทิตย์อยู่เมษ และเสาร์อยู่ตุลย์ จัดว่าเป็นอุจจ์ แต่ถ้าเสาร์มาอยู่เมษ อาทิตย์มาอยู่ตุลย์ จัดว่าเป็นนิจ มีคำทำนายดาวพระเคราะห์ที่เป็นนิจ ดังนี้
อาทิตย์เป็นนิจในราศีตุลย์ จะเป็นทาสแก่ตนเอง มีญาติมิตรล้วนแต่เป็นคนชั้นต่ำ มีศัตรูเบียดเบียนมาก
จันทร์เป็นนิจในราศีพิจิก (ตั้งแต่ ๑ - ๓ องศา) จะมีโรคภัยไข้เจ็บรบกวนมาก มีทรัพย์ก็มักฉิบหาย
อังคารเป็นนิจในราศีกรกฏ หาทรัพย์มิได้ จะเป็นทาษผู้อื่น
พุธเป็นนิจในราศีมิน (ตั้งแต่ ๑-๑๕ องศา) จะมีญาติมักเป็นทาษเขา
พฤหัสบดีเป็นนิจในราศีมังกร เจรจามักผิด ทำให้เกิดโทษเพราะวาจา
ศุกร์เป็นนิจในราศีกันย์ มีบุตรมักตาย หาพืชพันธุ์มิได้
เสาร์เป็นนิจในราศีเมษ จะเป็นคนทุศีลหาญาติมิได้
ราหูเป็นนิจในพฤกษภ จะต้องพันธการจองจำ
อุจจาวิลาสและอุจจาภิมุข
ดาวพระเคราะห์ที่เป็นอุจจาวิลาส คือดาวพระเคราะห์ที่เป็นวินาสน์ คือเป็น ๑๒ กับ ตำแหน่งอุจจ์ของตนเอง เช่นอาทิตย์อยู่ราศีเมษเป็นอุจจ์ เมื่ออาทิตย์อยู่ราศีมีน จะเป็นอุจจาวิลาส ดาวพระเคราะห์ที่โคจรเข้าใกล้เรือนอุจจ์ของตน จัดว่าเป็นดาวพระเคราะห์ที่มีกำลังมาก ส่งผลคุณทางดีให้มีคำทำนายดาวพระเคราะห์ ที่เป็นอุจจาวิลาส ดังนี้ 
อาทิตย์เป็นอุจจาวิลาส จะเป็นอำมาตย์ ชอบทำราชการ จะเป็นผู้รอบรู้ในราชกิจ
จันทร์เป็นอุจจาวิลาส จะเป็นคนมีเสน่ห์ มีปัญญา และมีทรัพย์ จะได้เป็นที่พึ่งแก่คนทั้งหลาย
อังคารเป็นอุจจาวิลาส ชอบเป็นทหาร จะชนะศัตรู
พุธเป็นอุจจาวิลาส มีเดชมาก มีปัญญาเป็นอาวุธ และจะเป็นที่ชอบใจแก่ญาติทั้งหลาย
พฤหัสบดีเป็นอุจจาวิลาส จะได้เป็นครูแห่งท้าวพระยา จะได้เป็นขุนนาง อุดมกว่าญาติทั้งหลาย
ศุกร์เป็นอุจจาวิลาส จะเป็นพ่อค้ามีทรัพย์มาก ถ้าทำราชการจะได้เป็นปุโรหิต
เสาร์เป็นอุจจาวิลาส จะได้เป็นเศรษฐีมีแก้วแหวนเงินทองมาก จะบริบูรณ์ด้วยข้าคน
ราหูเป็นอุจจาวิลาส ชอบเป็นทหาร มีเดชแกล้วกล้า จะชนะศัตรู
ดาวพระเคราะห์ที่อยู่ราศีข้างหน้าราศีอุจจ์ของตน เรียกว่าอุจจาภิมุข ถือว่าให้คุณเช่นกัน

มหาจักร ดาวพระเคราะห์ที่ได้ตำแหน่งมหาจักร ท่านนิยมว่าดีนัก มีคำทำนาย ดังนี้
อาทิตย์........เป็นมหาจักร.........จะมียศศักดิ์ยิ่งใหญ่
จันทร์..........เป็นมหาจักร.........จะได้คู่ครองที่ดี เป็นที่พึ่งแก่ตน
อังคาร.........เป็นมหาจักร..........จะมีสติปัญญา มีบุญวาสนา
พุธ..............เป็นมหาจักร.........จะเป็นผู้ที่อ่อนหวานมีบริวารมาก
พฤหัสบดี......เป็นมหาจักร.........จะเจริญด้วยวุฒิ เป็นที่บูชาของมหาชนทั่วไป
ศุกร์.............เป็นมหาจักร.........จะมียศ และทรัพย์มาก
ราหู.............เป็นมหาจักร..........จะเจริญด้วยโภคทรัพย์ มีชัยแก่ศัตรู

ราชาโชค ดาวพระเคราะห์ที่ได้ตำแหน่งราชาโชค จะให้คุณแก่เจ้าของดวงชาตาให้เป็นผู้มีทรัพย์สินบริบูรณ์ มีอำนาจและประสบโชคลาภ มีตำแหน่ง ดังนี้
อาทิตย์.......เป็นราชาโชค........จะมีอานุภาพมาก เป็นที่รักของคนทั้งหลาย
จันทร์.........เป็นราชาโชค.........จะได้คู่เป็นคนสูงศักดิ์ สตรีผู้ใหญ่จะให้ความเมตตา
อังคาร........เป็นราชาโชค.........จะได้มิตรสหายเป็นที่พึง
พุธ.............เป็นราชาโชค.........จะมีสติปัญญามาก เจรจาอ่อนหวาน
พฤหัสบดี.....เป็นราชาโชค.........จะมีความสุข ผู้ใหญ่จะชุบเลี้ยง
ศุกร์............เป็นราชาโชค.........จะบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน เงินทอง ทำราชการดี
เสาร์...........เป็นราชาโชค..........ทำราชการฝ่ายทหารดี อายุยืน

ติดต่อดูดวง

ท่านสามารถติดต่อดูดวงกับ อาจารย์ณุ บูรพา ได้ที่
โทร 089-244-6447
หรือ 083-474-7989
และ